สีที่สวยงามและเรียบเนียนคือสิ่งที่ช่วยให้บ้านดูใหม่และน่าอยู่ แต่ปัญหาหนึ่งที่เจ้าของบ้านหลายคนต้องเผชิญคือ สีบวมพอง หรือ Blistering ซึ่งเป็นลักษณะที่พื้นผิวสีมีฟองอากาศหรือตุ่มนูนขึ้นมา ทำให้เกิดความไม่สวยงามและหากปล่อยทิ้งไว้นานจะลุกลามจนสีหลุดร่อนออกในที่สุด
บทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุหลักของปัญหาสีบวมพอง วิธีป้องกัน และแนวทางการแก้ไขที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณสามารถจัดการปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด
สาเหตุหลักของปัญหาสีบวมพอง
สีบวมพองไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่พบบ่อยมีดังนี้:
1. ความชื้น (Moisture): นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดและสำคัญที่สุด ความชื้นที่ซึมอยู่ใต้ชั้นสีจะถูกความร้อนจากแสงแดดเปลี่ยนเป็นไอน้ำ เมื่อไอน้ำขยายตัว จะดันให้ฟิล์มสีพองตัวขึ้นมา สาเหตุของความชื้นอาจมาจาก:
- • การทาสีบนผนังที่ยังไม่แห้งสนิท
- • การรั่วซึมจากท่อน้ำหรือหลังคา
- • น้ำซึมจากพื้นดิน (Rising Damp) เข้าสู่ผนัง
- • การควบแน่นของไอน้ำ (Condensation) ในห้องที่มีความชื้นสูง
2. การเตรียมพื้นผิวที่ไม่ดี (Poor Surface Preparation): การทาสีโดยไม่ได้เตรียมพื้นผิวให้สะอาดเป็นอันตรายอย่างยิ่ง คราบสกปรก, ฝุ่น, น้ำมัน หรือคราบไขที่ติดอยู่บนผนังจะขัดขวางการยึดเกาะของสี ทำให้สีไม่สามารถติดแน่นกับพื้นผิวได้ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะเกิดการพองตัวและหลุดล่อนได้ง่าย
3. การทาสีในสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม
- • ทาสีในอากาศที่ร้อนจัด: การทาสีขณะที่ผนังร้อนจัดจะทำให้ชั้นสีภายนอกแห้งเร็วกว่าชั้นใน ทำให้ตัวทำละลายหรือไอน้ำที่อยู่ข้างในระเหยออกมาไม่ทัน จึงถูกกักไว้และดันให้สีพองขึ้น
- • ทาสีในที่ที่มีความชื้นสูง: สภาพอากาศที่ชื้นมากจะทำให้สีแห้งช้าและยึดเกาะไม่เต็มที่
4. การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม
- • การทาสีรองพื้นผิดประเภท เช่น ไม่ได้ใช้สีรองพื้นปูนเก่าสำหรับผนังที่มีสภาพเสื่อม
- • การทาสีทับซ้อนกันโดยไม่คำนึงถึงความเข้ากันได้ เช่น ทาสีน้ำมันทับบนสีอะคริลิกโดยไม่มีสีรองพื้นกั้นกลาง
ผลกระทบระยะยาวหากปล่อยทิ้งไว้
หากไม่รีบแก้ไข ปัญหาสีบวมพองจะลุกลามไปมากกว่าแค่ความไม่สวยงาม เพราะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ เช่น การรั่วซึม ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างอาคารเสียหายได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่การเกิด เชื้อรา หรือ ตะไคร่น้ำ ที่ไม่เพียงแต่ทำลายความสวยงาม แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยด้วย
วิธีการป้องกันปัญหาสีบวมพอง
การป้องกันดีกว่าการแก้ไขเสมอ การปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาสีบวมพองได้อย่างมาก
1. แก้ไขแหล่งกำเนิดความชื้น: ตรวจสอบและซ่อมแซมจุดรั่วซึมของท่อน้ำ หลังคา หรือรอยร้าวบนผนังให้เรียบร้อยก่อนเสมอ
2. เตรียมพื้นผิวอย่างถูกวิธี: ทำความสะอาดพื้นผิวให้ปราศจากคราบสกปรก ฝุ่น และคราบไขมัน ขัดลอกสีเก่าที่เสื่อมสภาพออกให้หมด และอุดโป๊วรอยร้าวให้เรียบร้อย
3. ใช้สีรองพื้นให้เหมาะสม: เลือกใช้สีรองพื้นที่เหมาะกับสภาพพื้นผิว เช่น สีรองพื้นปูนเก่า, สีรองพื้นปูนใหม่ หรือสีรองพื้นกันความชื้น (Moisture Barrier)
4. ทาสีในสภาพอากาศที่เหมาะสม: ควรทาสีในช่วงที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อนหรือชื้นจนเกินไป
5. ทาสีอย่างถูกวิธี: ทาสีแต่ละชั้นไม่หนาจนเกินไป และปล่อยให้สีแห้งสนิทตามระยะเวลาที่กำหนดในฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนทาทับชั้นต่อไป
ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาสีบวมพองที่ถูกต้อง
หากปัญหานี้เกิดขึ้นแล้ว คุณสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองตามขั้นตอนเหล่านี้
1. ค้นหาและกำจัดต้นตอ: สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาสาเหตุของความชื้นและแก้ไขให้เรียบร้อย หากต้นเหตุยังอยู่ สีจะบวมพองกลับมาอีกแน่นอน
2. ขูดลอกสีที่บวมพองออก: ใช้เกรียงหรือเครื่องมือขูดลอกสีที่พองตัวและสีเก่าที่หลุดล่อนออกให้หมด
3. ขัดพื้นผิวให้เรียบ: ใช้กระดาษทรายขัดบริเวณที่ขูดลอกออกเพื่อให้พื้นผิวเรียบเนียน และทำความสะอาดคราบฝุ่นออก
4. ทาสีรองพื้น: ทาสีรองพื้นให้ทั่วบริเวณที่ทำการแก้ไขเพื่อเพิ่มการยึดเกาะของสี
5. ทาสีทับหน้า: ทาสีทับหน้าตามปกติ 2-3 ชั้น โดยเว้นระยะเวลาให้สีแห้งสนิทในแต่ละชั้น
การทำความเข้าใจปัญหาสีบวมพองและแก้ไขอย่างถูกวิธีจะช่วยให้บ้านของคุณกลับมาสวยงามและคงทนไปอีกนาน หากมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือช่างทาสีมืออาชีพเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
📌 สอบถาม/สั่งซื้อสินค้าได้ที่:
🏪 ดำรงค์โฮมพลัส | โกสุมพิสัย มหาสารคาม
🌐 เว็บไซต์: www.drhome.plus
📱 LINE: @damronghomeplus
📞 โทร: 043-761-599 หรือ 043-761-855
🕗 เปิดทุกวัน 08.00 – 17.00 น.